SURFER's JOURNAL : CANGGU BALI


โต้คลื่น-warintorn-kongthong-taweeroj-eawpanich

ผมเชื่อว่า คนเราเกิดมาเราสามารถกำหนดชีวิตตัวเองได้ โดยเฉพาะความฝัน

ทุกคนมีสิทธ์ที่จะฝันเหมือนกัน หากตอนเรียนประถมเราวาดรูปเราเดินบนคลื่นแล้วเพื่อนๆขำ หรือคุณครูบอกว่านั่นคือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จงมั่นใจ เชื่อมั่นต่อไปและอย่าให้ใครมาขีดเส้นใต้ความฝันของคุณครับ


ทริปนี้ผมจะพาทุกคนออกไปเจอความฝันที่ตอนเด็กๆผมเคยฝันไว้ ที่หมู่บ้านชางกู บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย บ้านหลังที่สองของผมเองครับ ทริปนี้ผมเดินทางมาพร้อมกับติ๋ว ( Warintorn kongthong ) เพื่อนสนิท หนึ่งในคนไทยที่คลั่งไคล้กีฬาโต้คลื่นสุดๆ


ทริปนี้เป็นทริปที่เรียกว่า "รางวัลของชีวิต " เพราะเราตั้งใจไปทำหลายอย่างที่ค้างคา เก็บงานทั้งหมดใส่ลิ้นชัก ถอดซิมไทยทิ้งไว้บนรถและเริ่มต้น Surfer's journal chapter ใหม่ที่บาหลี ไปพร้อมๆกันครับ


เราเดินทางกันด้วยสายการบิน Airasia Flight 19:35 ถึงบาหลีในเวลา 01:10



เพราะมาถึงเวลาดึกมาก เราเลือกจองวิลล่าง่ายๆราคาไม่แพง เพราะพรุ่งเช้านี้เราตั้งใจจะตื่นไปโต้คลื่นที่ Uluwatu


Uluwatu ถือเป็น Landmark สุดฮิตในบาหลี โดยเฉพาะวัดอุลุวาตุที่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงถึง 70 เมตร


ชีวิตนึงผมเชื่อว่าความใฝ่ฝันของนักโต้คลื่นทุกคน สักครั้งในชีวิตยังไงก็ต้องมาลองโต้คลื่นที่อูลูวาตูให้ได้ ที่นี่เป็น Surf Destination ระดับโลกที่ใครก็รู้จัก แต่ว่าใช่ว่าทุกคนจะโต้คลื่นที่นี่ได้ เพราะที่นี่ก็แฝงไปด้วยความอันตรายเช่นเดียวกัน

ซึ่งทุกปีมีนักโต้คลื่นเสียชีวิตจากการโต้คลื่นที่นี่


ตัวผมเองนั้นเคยมาที่นี่เมื่อปีก่อน แต่บอกตามตรงว่าเห็นคลื่นแล้วก็ยอมแพ้ กลัว ไม่กล้าเลย แอบตั้งใจไว้ว่าวันนึงจะต้องกลับมาเล่นที่นี่ให้ได้


ส่วนติ๋ว ไม่เคยมาที่นี่มาก่อน แต่นี่คือที่ๆฝันมาตลอดว่าจะต้องมาโต้คลื่นให้ได้ ผมและติ๋วต้องการความชัวร์ว่าครั้งนี้เราจะต้องไปประมาทและอย่าทำตัวเก๋สกว่าสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย ติ๋วเลยโทรไปปรึกษาพี่เดย์ ( Decha Sithidej) และพี่เดย์ก็ได้สายตรงโทรบอกเพื่อนๆที่บาหลีให้ และในที่สุดเราก็ได้นักโต้คลื่นมาช่วยดูแลตลอดการโต้คลื่นที่อูลูวาตูครับ


Sandi slamet หนึ่งในนักกีฬาโต้คลื่น ที่ดีกรีไม่ธรรมดาในบาหลี มาช่วยแนะนำ พูดง่ายๆว่าขอฝากชีวิตไว้

ที่ Uluwatu ความน่ากลัวคือใต้น้ำเต็มไปด้วยหิน จุดแรกใช้เวลาเดินลัดเลาะตามหน้าผาที่มีร้านค้ามากมาย ตลอดทางเราก็ได้เจอกับนักโต้คลื่นเดินสวนกันหลายสิบคน บางคนก็บอร์ดแตก บางคนก็มีบาดแผล ใจก็ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่นักบอกตรงๆ


เราเริ่มต้นจากจุดแรก หลังจากผ่านอุโมงค์หิน ที่เหมือนประตูผ่านเข้าสู่สนามโต้คลื่นที่กว้างใหญ่


คลื่นที่นี่ไม่ธรรมดาเลย มาเหมือนจะเล็กๆ แต่พอใกล้เข้ามา คลื่นก็ยกตัวและเต็มไปด้วยพลัง บวกกับนักโต้คลื่นราวๆ 50 คนที่ต้องคอยดูคอยหลบ ถัดออกไปจากจุดที่เราเล่นเพียงนิดเดียว ก็มีแนวคลื่นที่ใหญ่และยกสูงเป็นอุโมงค์


น้ำทะเลที่บาหลีเย็นมากๆครับ ติ๋วจับคลื่นได้หลายลูกเลย ส่วนผมได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็สนุกโคตร


หลายครั้งที่คลื่นลากเราไถลขูดไปกับหิน ก็ได้บาดแผลกลับมา คนละ 5 - 6 แผล ทั้งข้อมือ ฝ่าเท้าที่แผลยาวเหมือนโดนมีดกรีด น่ากลัวชิบ เมื่อเดินขึ้นมาทำหน้าเสีย คนที่ร้านก็พูดว่า


" คุณมาถึงบาหลีแล้ว This is Bali Tattoo "


ความสนุกยังไม่หมดแค่นี้ เพราะ Sandi หรือมิสเตอร์แสนดีของเรา บอกว่า "ให้เวลาทานข้าวและพัก 60 นาที เดี๋ยวจะพาไปโต้คลื่นที่ ชีวิตนี้คุณจะลืมไม่ลง "


แม่ผมไม่ให้พูดคำหยาบ ผมจึงได้แต่อุทานในลำคอ มีใจความว่า " ไอ้ชิบหาย แค่นี้ _ ก็จะตายแล้ว จะไหวเหรอว่ะ "



หลังจากทานข้าวเสร็จ Sandi บอกให้พวกเราทำตัวเองให้พร้อมที่สุด เพราะคุณจะเดินกลับมาไม่ได้ Sandi พาเราเดินไกลจากหมายเลข 1 ลัดเลาะไปถึงหมายเลข 2 และระยะทางเป็นกิโลที่ต้องเดินไปพร้อมกับเท้าที่ยังมีเลือดออก


ระหว่างทาง เราเดินสวนกับนักโต้คลื่นที่หัวเสียที่กำลังถือกระดานโต้คลื่นที่แตกเป็นสองชิ้น

Sandi หันมามองผมและติ๋ว พร้อมถามว่า Are you ready ? จากจุดนี้เราต้องกระโดดจากหินและว่ายน้ำไปเท่านั้น ถ้าคุณกะจังหวะไม่ดี คลื่นจะซัดคุณเข้ากับโขดหิน อย่ากลัวนะ Sandi นับถอยหลัง 3 2 1 ตอนนั้นใจผมเต็นแรงมากๆ น่ากลัวโคตรๆ โดดก็ต้องโดด เอาว่ะ ตู้มมมมมม!!!


เราทั้งสามคนว่ายน้ำฝ่าคลื่นไประยะทางประมาณ 150 เมตร ตอนนั้นผมไม่มีแรงที่ยกแขนทำอะไรแล้ว แต่ถ้าไม่ว่ายก็คือคลื่นซัดกลับไปที่เดิม บอกตัวเองแค่ว่าไม่อยากตาย อะไรก็ได้ตอนนี้ต้องรอด ผมเงยหน้าขึ้นจากกระดานโต้คลื่นที่ตอนนั้นคือสิ่งเดียวที่ยังทำให้ผมลอยตัวอยู่ได้ และก็เจอกับคลื่น


คลื่นที่กำลังพุ่งเข้ามา และมันน่าจะเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่สุดในชีวิตที่เคยเจอ แม้ว่าคลื่นจะพัดผ่านตัวเราไป แต่ความกลัวของคลื่นลูกนั้นยังฝังใจอยู่เต็มๆ

Sandi บอกให้เราตั้งสติและไม่ต้องกลัว เพราะเค้าจะคอยบอกอยู่ตรงนี้ เค้าขอแค่ให้เราตั้งใจฟังและพายให้สุดแรงเมื่อเค้าบอก


1 ชั่วโมงนั้นน่าจะเป็น 1 ชั่วโมงที่หัวใจเต้นแรงกว่าการเล่น Rollercoaster เพราะคลื่นทุกลูกสูงมากและเต็มไปด้วยพลัง ด้านหน้าคือหน้าผาที่ Sandi บอกว่าอะไรก็ได้ แต่ห้ามปล่อยตัวให้หลุดไปถึงหน้าผา ไม่งั้นตัวจะกระแทกหินและจะกลับมาไม่ได้ ตอนนั้นมีนักโต้คลื่นเพียง 6 คน ซึ่งแต่ละคนดูเก่งมากๆ ผมคงจะเป็น แมวบ้านที่หลงไปในกรงเสือโคร่ง


ติ๋วเริ่มจับคลื่นได้ ตามที่ Sandi คอยบอกจังหวะ ส่วนผมเองแม้แต่แขนก็ยังยกไม่ไหว แต่ Sandi บอกว่าไม่ได้ เชื่อดิคุณทำได้ ผมเลยรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย พายตามที่เค้าบอกและไม่น่าเชื่อ ว่าผมกำลังอยู่บนคลื่นนั้น มันเหมือนภาพ 3D ในหนังที่เราอยู่บนคลื่นสูงและตัวกำลังไหลไปตามคลื่น ที่เห็นแสงลอดออกมาผ่านน้ำ แสงสวยเหมือน Sceensaver ในคอมพิวเตอร์เครื่องแรกในชีวิต แต่นี่มันคือคลื่นลูกแรกในชีวิตกับขนาดนี้ แต่ทันใดนั้นผมก็ล้มลงระหว่างทาง อีกนิดเดียวก็จะเทรินกลับมาได้แล้วเชียว ตัวผมถูกดึงลงไปในน้ำ ผมเหมือนกางเกงในที่กำลังม้วนตัวอยู่ในเครื่องซักผ้า ที่มีคุณสมบัติ Twin turbo อะไรสักอย่างในโฆษณา ผมตะเกียกตะกายและหาทางทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวขึ้นมาหายใจ คลื่นลากผมไปกว่า 20 กว่าเมตร หันไปมองอีกนิดเดียวก็จะถึงหิน ผมเลยขุดพลังทั้งหมดผ่าคลื่นกลับไป มันเป็น 1 นาทีของการต่อสู้กับการผ่าคลื่นที่นานเหมือนการว่ายน้ำ 1 ชั่วโมง


บอกเลย ไม่รู้ว่านั้น น้ำที่ระคายเคืองอยู่ในตาตอนนั้น คือนำ้ทะเลหรือน้ำตากันแน่

ขออภัยที่ไม่มีรูป เพราะไม่มีใครถ่ายไว้ เพราะตรงนั้นไม่มีคน แต่บอกเลยนั่นคือ 2 ชั่วโมงที่เต็มไปด้วยความกลัว ที่ปนไปด้วยความสุข ติ๋วจับคลื่นได้หลายลูกเลยทีเดียว ส่วนผมได้อีก 2 ลูก ลูกสุดท้ายคือลูกที่จะจำความรู้สึกไปจนวันตาย ที่จับคลื่นได้และเล่นจนจบ


มันคือความรู้สึกของชัยชนะ ความรู้สึกเหมือนการผ่านด่านมาริโอ้ ที่ตอนจบไม่ได้ช่วยเจ้าหญิงในปราสาท แต่แม่งผมพึ่งระเบิดปราสาทของความกลัวที่ตัวผมสร้างขึ้นเอง

บอกได้สั้นๆว่าวันนั้นทั้งผมและติ๋ว ตัวเราชาไปทั้งวัน เหมือนยังอยู่ในความฝัน ยังงงว่าเราพึ่งทำอะไรกันลงไป นี่ _ ยังมีชีวิตอยู่ใช่ไหม



ขอบคุณ Sandi ที่ทำให้ฝันของผมและติ๋วเป็นจริง : )

www.instagram.com/sandislamet


วันรุ่งขึ้นเราตัดสินใจย้ายไปที่ Canggu เมืองเล็กๆที่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยรู้จัก แต่สำหรับ Surfer นั้น ไม่มีใครไม่รู้จัก Canggu หรอกครับ ที่นี่เคยเป็นหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ แต่ที่นี่มีคลื่นดีมากๆ เหมาะกำลังการเล่น Longboard ที่นี่ถือว่าเป็นเมืองที่ฮิปที่สุดในบาหลี มีคาเฟ่สวยๆเต็มไปหมด Beach Club เจ๋งๆ แต่ยังเต็มไปด้วยทุ่งนา จะว่าไปก็คล้ายๆปาย แต่มีทะเลและนักโต้คลื่นเต็มไปหมด


ถ้าใครเคยอ่านรีวิวบาหลีของผม จะพอจำได้ว่า ผมมาเจอเมือง Canggu ( อ่านว่า ชางกู ) โดยบังเอิญและผมหลงเข้าไปในปาร์ตี้ของแบรนด์ชื่อดังที่ใครมาบาหลี ก็ต้องเห็นคนใส่เสื้อยี่ห้อนี้ Deus และคืนนั้นทำให้คนพูดถึงในไทยไปทั่วชางกู ขอไม่บอกว่าเรื่องอะไรแนะนำให้ไปย้อนอ่านดูนะครับ : )


เราเลือกพักกันที่ Ayok Stay and Surf Canggu ซึ่งเป็นโรงแรมเล็กๆของนักกีฬาโต้คลื่นชื่อดังที่เรียกได้ว่าเป็นตำนานคนนึง Ayok ( I Gede Arya Eka Wira Dharma ) ซึ่งห้องพักน่ารักมากๆและที่สำคัญราคาไม่แพง แถม Location ยังดีสุดๆ


* Ayok ได้รับการสนับสนุนจาก Deus Bali และเป็นเพียงคนเอเชียไม่กี่คนที่ Deus คัดเลือกให้อยู่ในสังกัด





ความยากของทริปนี้คือการนับเงินครับ เพราะเรามีเงินกันหลายล้าน ไม่ใช่บาทนะ เงิน " รูเปียห์ "ครับ

และอีกสิ่งหนึ่งที่ติ๋วรีเควสขอ ติ๋วบอกว่า ใส่เสื้อแบรนด์มอเตอร์ไซต์คัสตอมอย่าง DEUS ทั้งที ทริปนี้เราจะมาขับรถธรรมดาๆไม่ได้ ติ๋วหายไปสักพักก็โผล่มาด้วย Custom Motorbikeตัวจี๊ดที่มีที่วางกระดานโต้คลื่นด้วย


ได้เวลาขับร่อนไปจิบกาแฟชิลๆในเมือง




หนึ่งใน 10 ร้านโปรดของผมที่ชางกูครับ Cafe Organic เป็นคาเฟ่ร้านสวยบรรยากาศสบายๆ บางช่วงต้องต่อแถวเข้า ที่นี่กาแฟอร่อยมาก พวกสมูตตี้และ Bowl ผลไม้นี่ดีงามสุดๆ


มีมอเตอร์ไซต์แล้ว ได้กาแฟดีๆแล้ว ยังขาดอีกอย่างครับ " กระดานโต้คลื่น " ติ๋วได้สั่ง Custom Surfboard เอาไว้และได้เวลาไปรับตัวกระดานโต้คลื่นคู่ใจตัวใหม่